ขออภัย แต่มันต้องระบาย ไม่งั้นอาจจะอึดอัดไปโดดตึกเล่น ณ ที่ทำงานได้...

เช้าที่แสนสดใสเพราะฟ้าอึมครึมหายไปสิ้นเมื่อรับโทรศัพท์...
(สมมติว่าไอ้ตัวอักษรแดงๆเป็นพนักงานไร้มารยาท สีดำเป็นคุณลูกค้า)

"ต่อหนังสือให้ผมหน่อย"

"มันเกินกำหนดแล้วนะครับ ต้องมาเคลียร์ค่าปรับก่อน ไม่งั้นจะยืมหนังสือต่อไม่ได้ครับ"

"ผมอยู่ต่างจังหวัด เข้ามาไม่ได้"

"ไม่ทราบว่าจะสามารถเข้ามากรุงเทพฯได้เมื่อไหร่ครับ"

"ไม่รู้ เขาไม่มีหมายกำหนดมาให้ผมเข้าไป"

"คือ ถ้าพี่พอบอกได้ว่าจะเข้ามาในช่วงไหนได้ เดี๋ยวจะเคลียร์ค่าปรับผมออกให้ก่อนน่ะครับ เพราะระบบใหม่มันจะยืมต่อไม่ได้ถ้าเกินวันที่ระบบตั้งไว้"

"ก็ผมเข้ามาไม่ได้ แล้วนี่จะให้ทำไง ต้องให้ค่าปรับเป็นหมื่นๆก่อนใช่มั้ย"
(เริ่มมีเสียงโกรธ และประชด)

"ไม่หรอกครับ ไม่ถึงหมื่นแน่ๆ ระบบมันตั้งลิมิตไว้"

"แล้วลิมิตมันเท่าไหร่"

"ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจครับ ถ้าเอาแน่ๆต้องถามหัวหน้าครับ"

"คุณชื่ออะไร"

"xxxxxxx"

"แล้วจะทำไงเนี่ย เข้ามากรุงเทพไม่ได้ ต้องให้ปรับจนหมดตัวก่อนเลยใช่มั้ย ระบบใหม่เนี่ย"

"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ"

"บอกผมมา ไอ้ลิมิตที่ว่าน่ะเท่าไหร่"

"เอ่อ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนะครับ ต้องถามหัวหน้าเพราะเขาเป็นคนตั้งกำหนดสูงสุดไว้"

"เท่าไหร่"

"งั้นเดี๋ยวเช็คให้แปบนึงนะครับ"
(จริงๆรู้ แต่ไม่อยากบอก ก็คีย์ดูในตัวโปรแกรมแปบนึง)
"200บาทต่อเล่มครับ สูงสุด"

"ต่อเล่มเรอะ ไม่ใช่ต่อครั้ง"

"ครับ"

ต้นสายหันไปฮึดฮัดๆ
"เฮ่อ เอาเหอะๆ ต้องมาจ่ายสินะ เดี๋ยวผมจะลองหาละกันว่ามีใครในสำนักงานจะมาจ่ายค่าปรับให้ผมได้มั่ง"

"ครับ ขอบคุณมากนะครับ"

--จบ--

กำหนดของการยืมหนังสือคือ 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง เมื่อหมดอายุการใช้งาน เอ๊ย หมดเวลาที่กำหนด สามารถยืมต่อได้เพิ่มอีกครั้งหนึ่ง รวมแล้วหนังสือ 1 เล่มคุณสามารถเอาไปอ่าน ไปใช้เป็นหมอน รองหม้อ ยัดวางขาโต๊ะ ฯลฯ เป็นเวลา 1 เดือน ถ้าไม่มีใครมาขอจองหนังสือ...

และค่าปรับคิด 5 บาทต่อวันที่เกิน ไม่นับวันหยุดต่างๆ...

พนักงานรับโทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการระบายอารมณ์อย่างดีของคุณ เพราะคุณไม่มีทางโดนพนักงานโดดถีบจากทางโทรศัพท์ได้แน่ๆ แต่พนักงานก็มีอารมณ์ได้เหมือนกับคุณ...

และที่อยากจะบอกคือ ผู้ใหญ่อะไรฟะแสรด มาใส่อารมณ์กับเด็ก ไม่ได้กระแทกเสียงหรือพูดหยาบคายใส่เลยซักครั้ง แต่ผู้ใหญ่มาเอาเรื่องกับเด็ก กูถูก มึงผิด ทำไมไม่ทำให้กูสะดวกสบาย กูมาไม่ได้เนี่ยมึงเห็นมั้ย โทรศัพท์มีแค่เสียงผ่านมาก็จริง แต่ทุกเสียงที่กระทำมันผ่านมาหมด ต่อให้คนไม่มีโทรจิตก็รู้ความคิดของอีกฝ่ายได้...

 นี่ดีแค่ไหนแล้วว่า หนังสือพวกนั้นที่ยืมไป ไม่มีใครจองหนังสือเพื่อที่จะอ่านต่อ ลองมาเป็นคนที่รอหนังสืออย่างไม่มีกำหนดบ้างมั้ย จะอ่านแล้วก็ไม่ได้อ่าน...

edit @ 31 Jul 2009 09:54:41 by raya

Happy family...-:-HaPPy BeRRy-:-...

posted on 27 Jan 2008 21:49 by raya

 *หมายเหตุ บลอคนี้เขียนขึ้นเมื่อวันอาทิตย์แล้วเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด ทำให้คิดว่าสูญเสียข้อมูลไปแล้ว เพิ่งมาค้นพบวันนี้ว่ามันยังอยู่*

วันนี้ไปมีตติ้งกิลด์แรคเก่ามา...แต่ทว่าเลิกเล่นไปแล้ว- -"...

สืบเนื่องมาจากหัวหน้ากิลด์-:-HaPPy BeRRy-:- ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเก่ามาตั้งแต่สมัยเล่นแรค จนบัดนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ ได้แอบกระซิบมาว่าให้ไปมีตติ้งกัน โดยมีงบจัดเลี้ยงจากบริษัทเอเซียซอฟต์มาให้10,000บาท จัดอีเวนท์มีตติ้งของแต่ละกิลด์ขึ้น ซึ่งกิลด์-:-HaPPy BeRRy-:-โชคดีได้เป็นกิลด์แรกที่ได้รับรางวัลจากอีเวนท์ครั้งนี้...

งานมีตติ้งจัดขึ้นที่ร้านเดอะคร้ก(โปรดเน้นหนักๆตรงไม้โท) สยามซอย2 เป็นร้านอาหารไทยประเภทไทยอิสาน มีส้มตำขายอยู่กลางสยาม!!! และยังมีห้องคาราโอเกะอีกด้วย...

บรยากาศงานมีตติ้งน่ะรึ วะฮะฮ่าๆ ไม่มี ไม่ได้ถ่าย แต่โดยรวมสนุกมาก ก่อนไปยังเกรงใจจีเอ็มอยู่นิดๆ ไอ้เราก็เลิกเล่นแรคไปนานแล้วดันเข้าไปแจมของฟรีกันกับเขา ต้องขอบคุณลี่และบรรดาจีเอ็มมากจริงๆ สำหรับโอกาสกินฟรีและของขวัญในครั้งนี้...

ของที่ได้จากงาน - โมเดลครูเซดเดอร์สาว1ตัว ซึ่งรู้สึกจะราคาราวๆ500บาท และของขวัญที่จับฉลากได้ในงานเป็นของจีเอ็มมู๋ปูเป้(งงกะชื่อจีเอ็มจริงๆ) เป็นนาฬิการูปแองเจิ้ลลิ่ง

ส่วนตัวเองเอาอะไรไปจับฉลากน่ะเหรอ...

ซื้อสดๆก่อนเข้างานเพราะไม่รู้จะเอาไรไปจับดี...
ปลิง"นี่ถ้าคนที่จับได้เขามีแล้วล่ะฟะ"
ไอ้รัย"เอาน่า ถ้าเจ้าจับได้ก็แลกของขวัญกะปอนด์เอาละกัน ปอนด์ยังไม่เคยมีเล่มนี้"
- -"
ผู้โชคดีที่จับได้คือดช.ตั้ม รายนี้แอบมากระซิบหลังกลับจากงานมาว่า ขอบคุณ หนังสือดีมากๆ

เห็นมั้ย เลือกมาไม่ผิด...

ผลพลอยได้จากการมางานครั้งนี้คือ การ์ตูนตั้งใหญ่ๆ1กอง และหนังสือเล่มนี้...

เป็นเรื่องบังเอิญที่ว่า เคยมีหนังสือเล่มนี้เมื่อยังเด็ก และเมื่ออาทิตย์ก่อนก็เกิดรู้สึกคิดถึงและฝันถึงขึ้นมา ความตั้งใจแรกที่คิดเมื่อจะไปร้านหนังสือก็คือ จะต้องหาซื้อเล่มนี้ด้วยให้ได้...

มันเป็นเล่มสุดท้ายในร้านคิโนะฯ...

1วันกับงานโดจิน...

posted on 18 Nov 2007 19:21 by raya

โดจินStarting from Hogwarts expess และOnce upon a time in AZKABANของจิ้งจกเผือกและปลาคาร์ฟนั้น มีอาถรรพ์2ประการ...

อาถรรพ์ที่1...หลังจากที่ขายออกงานครั้งแรก งานต่อๆมาก็ยังขายได้ครั้งละ1เล่ม
อาถรรพ์ที่2...เกือบทุกครั้ง คนที่ขายจะเป็นไอ้รัย

สรุป มันขายเก่ง กรั่กๆ...
(แน่จริงขายให้มากกว่า1สิฟะ)

เพิ่งกลับจากงานImagine Gateมาด้วยสภาพท้องอืด เนื่องจากตาลายเห็นช้างเท่าหมู เข้าร้านเนื้อย่างสั่งมาอย่างละ2จานทั้งๆที่ไปกินกันแค่2คนกับไอ้คิน...

สภาพตอนกลับ ปวดท้องจนแทบกลับบ้านไม่ไหว...

เป็นงานโดจินที่ประทับใจอีกงานหนึ่ง บรรยากาศโดยรวมอบอุ่นดี ไม่มีคอสเพลย์เดินเกะกะเนื่องจากทั้งหมดแห่กันไปงานTAM และเป็นงานที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพยิ่งนัก...

เพราะอะไร? เพราะได้มีการเชิญนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพจากหลายๆค่ายมาเล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นนักเขียนการ์ตูนมา ซึ่งถ้าคนฟังไม่เป็นคนที่อีโก้สูงนัก การรับฟังเรื่องเหล่านี้มีประโยชน์มาก เหมือนกับคำพูดที่ว่า ประสบการณ์ของคนอื่นเป็นบทเรียนสำหรับชีวิตเรา...

เรียงตามลำดับความอาวุโสของอายุและประสบการณ์...
ตาโปน - นักเขียนการ์ตูนมือเก๋าซึ่งเคยผ่านสนามรบมามากมาย
กานดา หวังดี - นักเขียนการ์ตูนหญิงที่เคยพบช่วงเวลาที่นักเขียนการ์ตูนหญิงไม่มีที่จะไป
นักเขียนหลายๆคนจากอีคิวพลัส - กลุ่มคนซึ่งเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการการ์ตูนไทย
ภานุ ลือสาย และThe Duang - 2ในกลุ่มนักเขียนการ์ตูนคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนแนวคิดของการ์ตูนไทยให้ต่างจากเดิม

นอกจากนี้ ในงานยังมีขายKey Bookซึ่งภายในมีบทสัมภาษณ์ของ3บก.จากสยามฯ, ไทคอมิค และอีคิวพลัส อนิเมเตอร์2Dและ3D และกลุ่มนักสร้างเกมโปรเจค"วันพบฝัน ฉันและเธอ"...

ข้อคิดดีๆหลายอย่างสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ได้จากงานในวันนี้...
- ในการเสนองาน จุดสำคัญคือต้องเตรียมงานให้พร้อม และไม่ลืมนัดบก.ก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าไม่นัด คุณมีสิทธิ์ที่จะโชคร้ายไม่เจอตัวบก. หรือไม่ทางนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะตอบปฏิเสธในการพบเจอคุณได้ เพราะสิ่งที่คุณทำนั้นไร้มารยาทมาก
- ละทิ้งอีโก้ไปเสีย และยอมรับฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด ต้องคิดให้ดีว่า คุณเขียนงานเพื่ออะไร หากมีใครซักคนให้ข้อตำหนิแก่คุณ ควรหันกลับไปพิจารณางานอีกครั้ง เพราะไม่มีใครที่จะดีพร้อม และไม่มีงานอะไรที่สมบูรณ์แบบ การปฏิเสธความคิดคนอื่นเท่ากับคุณละทิ้งสิ่งที่จะพัฒนางานของคุณได้
- ความรับผิดชอบและการตรงต่อเวลา ในการเขียนการ์ตูนซักเรื่อง ย่อมมีคนที่เฝ้ารองานของคุณอยู่เช่นกัน หากคุณเขียนบ้างไม่เขียนบ้างตามใจฉัน เขียนงานไม่ได้คุณภาพ หรือไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย เท่ากับคุณไม่มีความรับผิดชอบในการเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพอย่างแท้จริง
   ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์กานดา หวังดี ซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพคนหนึ่งที่ได้ทำงานโดจินไปพร้อมๆกันด้วยบอกเอาไว้ว่า "บก.ไม่ได้ห้ามไม่ให้เขาเขียนโดจิน แต่เขาจะต้องมีความรับผิดชอบต่องานที่ทำด้วยเช่นกัน" ซึ่งถ้าเกิดเขาทำโดจินขาย แต่ไม่สามารถทำงานส่งตามกำหนดได้ มันก็ไม่ดี และเก็ได้บอกว่า จากตอนแรกที่ได้เขียนมา เขาได้ขอลดจำนวนหน้าที่จะลงหนังสือจนตอนนี้เหลือเพียง10กว่าหน้าแล้ว เนื่องจากไม่มีเวลาทำให้ทัน- -"
   มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ไปงานเปิดตัวหนังสือราชาแห่งราชัน คุณหลิวโหม่วซึ่งเป็นผู้แปลนิยายเรื่องนี้ ได้บอกว่า จริงๆแล้วเรื่องราชาแห่งราชันนี้ ไม่ได้ฮิตมากในไต้หวันเหมือนที่คนรอตามอ่านกันในเมืองไทยเพราะว่า คนเขียนนั้นเขียนได้ไม่ทันใจผู้อ่าน ซึ่งสำหรับคนในประเทศนั้นแล้ว เขาจะไม่รออ่านเรื่องที่เขียนโดยไม่มีกำหนดเวลา ออกช้า หรือเว้นช่วงในการออกนานเกินไป ซึ่งแตกต่างกับผู้อ่านนิยายในบ้านเรามาก
   ดังนั้น ความรับผิดชอบและการตรงต่อเวลาจึงมีความสำคัญ

ยังมีข้อคิดดีๆอื่นๆอีกมากมายจากการสัมภาษณ์นักเขียนการ์ตูนทุกคน และจากบทสัมภาษณ์บก.ในKey Book เพราะฉะนั้นคนที่พลาดงานนี้ นับว่าน่าเสียดายมากๆ...

*****

เมื่อวานนี้ปลาคาร์ฟได้อายุเลยอาถรรพ์25เรียบร้อย ตอนนี้26แล้ว...
(ส่วนทางนี้27)

อายุมากขึ้นมีงานมีการก็ไม่แปลกเท่าไหร่นัก แต่สภาพตอนนี้เหมือนมีอยู่2ร่าง ฝั่งหนึ่งเป็นคนทำงานปกติ ฝั่งหนึ่งเป็นโอตาคุบ้าการ์ตูน...

เหมือนเคยมีใครซักคนบอกว่า พอทำงานอื่นที่ไม่ใช่เรื่องนี้แล้วก็จะเริ่มถอยห่างจากวงการเรื่อยๆ ไม่ค่อยอยากเปิดเผยให้คนอื่นได้รู้อดีตบวมๆอย่างนี้...

จริงเหรอ?

ในงานวันนี้เผอิญได้พบพี่M(นามสมมติ) ซึ่งเป็นฝ่ายการตลาดของสนพ.มีชื่อแห่งหนึ่ง ตอนพบ พี่เขาก็ประหลาดใจว่าเรามาทำอะไร ไอ้ฝ่ายนี้ก็อึ้งๆว่าจะตอบว่า เป็นโอตาคุมาขายหนังสือก็ใช่ที่ อิมเมจคนละไซส์กับปกติ...

แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า เป็นโอตาคุแล้วไง? สิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นอะไรที่น่าอับอายเหรอ? การที่ทำหนังสือทำมือที่มีชื่อว่าโดจิน แล้วนำออกขายนี่ มันผิดศีลธรรมไหม? แล้วเราไม่มีความภาคภูมิใจในงานของเราหรือไง...

งานทุกอย่างล้วนแต่มีคุณค่าในตัวของตัวเอง ในเมื่อเราไม่ได้ไปทำผิด ก่อกรรมทำเข็ญให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็ควรจะภูมิใจในสิ่งที่เราทำ...

และการที่เราไม่ได้ยึดสิ่งนี้เป็นอาชีพ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่แบ่งแยกเราออกจากมัน...

ในขณะเดียวกัน เราจะมีทักษะอย่างอื่นเพิ่มขึ้น โดยที่เราไม่ได้อยู่แต่ในวงการแคบๆ คบแต่กลุ่มคนอยู่กลุ่มเดียวทั้งปีทั้งชาติ ซึ่งจะมีประโยชน์อะไรกัน เพราะเท่ากับเราไม่ได้ช่วยพัฒนาในสิ่งที่เราชื่นชมเลย...

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า...การพัฒนาของการ์ตูนไทย ไม่ได้เกิดจากการหมุนเวียนของคนการ์ตูนอยู่แต่ในกลุ่มนั้น...

วันนี้...จึงยืดอกบอกกะเขาอย่างภาคภูมิใจว่า "มาขายหนังสือที่พิมพ์เอง"
(แต่เอ็งไม่ได้เขียนเองเลยว้อย ขายของคนอื่น)

เอาน่า...คงมีซักวัน ไม่แน่การพบปะในแต่ละครั้งของโลกที่ไม่เหมือนกัน อาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นก็เป็นได้...